หลายฉากในเรื่องมากที่พยายามสะท้อนว่า วัยรุ่นไทยในปัจจุบันใช้ความเหงาอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นการไปดื่มเหล้า สังสรรค์กับเพื่อน การไปเดินเล่นกับเพื่อนตามห้างสรรพสินค้า
การซื้อของมาปรบเปรอตัวเองให้หายเหงา (ทุกคนมีมือถือ และดูเหมือนว่าจะราคาแพง)
ทั้งที่วัตถุเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเยียวยาจิตใจได้เลยแม้แต่น้อย
หลายคนว่า มิว น่าสงสาร แต่เรากลับมองว่า มิวเป็นตัวละครที่เข้มแข็งมาก
แม้ในฉากสุดท้ายที่มิวร้องไห้กับจมูกตุ๊กตาที่ได้รับ
เรามองว่า มันสะท้อนถึงความปิติ ความสุขที่ได้รับความรักจากคนที่ตนเองเฝ้ารอ
และมิวน่าได้รับคำตอบแล้วว่า
นับจากนี้ไป ตนเองจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร
กับประโยคที่ว่า "ขอบคุณนะ" มันคงสะท้อนอะไรได้มากกว่าคำพูดของวัยรุ่นอกหัก
มิวเป็นตัวละครที่มีทางออกกับความเหงาได้ดีที่สุด
ในความรู้สึกของเรา ถ้าไม่นับ "หญิง" ที่ยอดเยี่ยมมากในการจัดการกับอารมณ์ตนเอง
หญิงเป็นตัวอย่างของคนที่มีวุฒิภาวะและมีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) สูงมาก
หญิงเข้าใจโลก เข้าใจคนที่ตนรัก และสามารถทำเพื่อคนที่ตนรักได้อย่างมีสติ
แม้ว่าในตอนท้ายจะมีน้ำตา แต่เรากลับมองว่า
เป็นน้ำตาของ"ผู้ชนะ" ที่ชนะใจตนเอง และชนะใจคนที่ตนรัก(ในความดี)
กลับมาที่มิว
มิวได้รับการปลูกฝังที่ดีจากอาม่า ซึ่งเรารู้สึกว่า
มีความเข้าใจและเป็นมิตรมากกว่าครอบครัวของสุนีย์มากมายนัก จ
ากการพูดกับหลานว่า "เพื่อน" อาม่าพยายามสอนให้ใช้ดนตรีเป็นสื่อบอกคนอื่น
จนทำให้มิวมีสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจ มิวมีดนตรีเป็นเพื่อน
และเราเชื่อว่า มิวน่าจะใช้ดนตรีเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจตนเองได้
พร้อม ๆ กับการมีเพื่อนที่ดีและเข้าอกเข้าใจ
กับประโยคลาโต้งที่ว่า "เราไปก่อนนะ เพื่อนรออยู่"
ก็สะท้อนให้เห็นว่า มิวพร้อมจะกลับไปเริ่มก้าวใหม่
ในชีวิตกับเพื่อนที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน
ตัวละคนที่น่าห่วงมากกว่า คือ โต้งกับโดนัท
โต้ง ยังต้องกำหนดกรอบตัวเองอยู่ในความคาดหวังของแม่
ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อ ในขณะที่จิตใจลึกๆ
ก็ยังไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร จากหลายประโยคที่โต้งชอบพูดว่า
"เราไม่รู้" "ไม่รู้ดิ" "ไม่รู้เหมือนกัน" จนน่าเป็นห่วงว่า
เมื่อโตขึ้น โต้งจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไปในสังคม
โต้งคงเป็นผู้ชายอีกคนหนึ่งที่แต่งงานมีครอบครัว
แต่ขณะเดียวกันก็ไปมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
และโต้งจะหาความจริงใจจากความรักไม่ได้
ในขณะที่โดนัท ซึ่งหลงกับรูป และการรายล้อมจากเพศตรงข้าม
โดนัทจะผ่านวัยรุ่นไปได้อย่างไรโดยที่ไม่เสียคนหรือเสียตัวก่อนวัยอันควร
และสุดท้าย หนังเรื่องนี้ ทำให้เราคิดถึงลูกขึ้นมาจับใจ
เราเองก็เป็นแม่คนหนึ่งที่พยายามคาดหวังกับลูก
อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยความหวังดี
และพยายามหาคำอธิบายว่า "เพราะฉันเป็นแม่ ฉันหวังดีกับลูก
ฉันเหนื่อยทุกวันนี้ก็เพราะลูก"
และหลายครั้งที่เรามัวแต่คิดถึงความทุกข์ของตนเอง
สงสารตัวเองกับความทุกข์ซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว
เอาความทุกข์ของตัวเองมาจับเจ่ากับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หนังเรื่องนี้ ทำให้เราได้คำตอบว่า
เราจะจัดการยังไงต่อไปกับครอบครัว มันทำให้เราหันกลับมามองครอบครัว
อย่างเข้าใจมากขึ้น คนที่เราเคยโกรธและเกลียดจนไม่อยากมองหน้า วั
นนี้เราเข้าใจเขามากขึ้น ว่าเขาเองก็คงทุกข์ไม่น้อย
กับการไม่ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามวัยมาได้
มันทำให้เราหันไปมองลูกอย่างเข้าใจมากขึ้น ว่า
วันข้างหน้า เราจะปล่อยให้ลูกเป็นอย่างที่เขาอยากเป็น
แม้ว่าเราอาจยอมรับมันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม
เราเชื่อว่า ความรัก และความเข้าใจในครอบครัว
จะทำให้ทุกชีวิตสามารถก้าวผ่านความทุกข์ไปได้
และเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งที่ได้รับบทเรียนใหม่ ๆ
--------------------------------------------------------------------------------------------