V e e 的个人资料ミ●﹏☉ミ ........V...E...E....照片日志列表更多 工具 帮助

日志


12月26日

อีกแค่เดือนกว่า

 
 
 
 
เหลืออีกแค่เดือนกว่าๆ แล้วอ่ะ
จาจบม.6 แล้ววว
บางทีก็รู้สึกว่า  เออ ก็ดี  อยากจบแล้ว  เบื่อ เซ็ง
แต่บางทีมานก็รู้สึกว่า  เสียดายเวลาที่ผ่านๆ มาอ่า 
ยังไม่อยากจบ  ยังมีไรที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำอ่า
ไม่รู้ดิ  มันบอกไม่ถูก
 
 
เวลาดีๆ มันก็ผ่านไปเร็วเสมออ่าเนอะ
ช่วงเวลาที่มีรอยยิ้ม  เสียงหัวเราะ  ความสนุกมันผ่านไปเร็ว
เร็วกว่าช่วงเวลาที่บอบช้ำ เจ็บ  แค้น  เบื่อ เซ็ง ทรมาน
ก็เปนเรื่องธรรมดา
 
 
เวลาดีๆ ในรั้วสาธิต มานแบบว่า  สั้นมากๆๆๆๆๆๆ
มีเรื่องให้สนุกตั้งเยอะ  จนบางทีก็ดูเหมือนว่า
"สนุกไปวันๆ "  แต่มันก็สนุกจิงๆ นะ
แล้วมันก็ผ่านไปเร็ว  เร็วจนไม่ทันตั้งตัว
เพิ่งจาเฟรชชี่  อยู่ๆ ก็ต้องมาเต้นบายเนียร์ให้ตัวเองซะแล้ว
 
 
 
เศร้าจัง  พอใกล้จาต้องจากที่นี่จิงๆ
มันก็ไม่อยากจากไปเลย 
คิดถึงแย่เลย  โรงเรียน รุ่นน้องที่รัก  
 
 
อ๊ากกกกก  เศร้าอีกรอบบบ
 
 
 
นึกถึงแต่วันบายเนียร์อ่า 
ภาพของวันบายเนียร์มันวนไปวนมาอยู่ในหัวอ่า
บายเนียร์รุ่นเรา จาเปนไงบ้างเนี่ย
ขอให้มานเปนวันที่ทำให้ลืมไม่ลงได้มั้ย
แบบว่า ติดตา ฝังใจ อะไรแบบนี้
จามีน้องคนไหนมาขอถ่ายรูปกับเรา 
เหมือนที่เราไปขอถ่ายรูปกับพี่หลายๆ คน
เมื่อปีก่อน และก่อนนู้นมั้ยนะ
 
 
อืมมม  พูดถึงบายเนียร์แล้วมันก็ต้องนึกถึง
"การแสดงบายเนียร์"  อ่า
ของแบบเนี้ย จิงๆ ก็ของชอบอยู่หรอกนะ
แต่... รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบดบังไว้อ่า
แบบว่า จากที่อยาก  ก็กลายเปนไม่อยากโดนทันที
แล้วก็รู้สึกว่า งานนี้คงไม่สนุกเหมือนกะเฟรชชี่ปีก่อนแน่ๆ
อาจเปนเพราะ "กรอบ"  "กฎเกณฑ์" "ค่านิยม"
"ความคิด"  "ความรู้สึก"  หรือ "ความแตกต่างทั้งหลาย"
เหนื่อยกาย  ไม่เปนไร  พอไหว
แต่เหนื่อยใจนี่สิ  ไม่เอาด้วยแล้ว
อาจเปนงานสุดท้าย  ไม่สิ สุดท้ายแล้ว
ขอเปนงานสุดท้ายที่ทำแล้วสบายใจ
หรือไม่ทำไปเลยดีกว่า 
 
 
 
 
PS*   รักโรงเรียน  รักเพื่อนพ้อง  รักน้อง.....   5555+
        (เปลี่ยน feel ทันใด)
 
 
12月21日

HAPPINESS eiei ^_^

 
 
วันนี้ก็มาอัพอ่านะ  ดองไว้นานอ่ะ  เหอๆ
 
 
สอบมิดเทอมเสดแล้ววว
สอบเสดก็รออ่านะ รอแก้ 555+
 
 
เฮ้อ อ อ อ ออ อ .......อยู่บ้านเดียวอ่า
 
ก็วันสอบนะสิ  ดันมาตรงกับเทศกาลวันฮารีรายอ
ก็เลยเลื่อนสอบเปนวันนี้ 
แต่คุณพ่อคุณแม่ หยุดยาวอ่า  พฤหัส - จัน
กุก้ออยู่บ้านคนเดว  อีกแล้ววว
อยู่บ้านคนเดวก็ม่ายกัวไรหรอก  อยู่ได้ๆ
มานชินแร้วอ่า  แค่เหงานิดๆ (ถึงมีใครอยู่ก็เหงา)
ก็เบื่อๆ นิดหน่อยอ่าเนอะ
แล้วช่วงนี้ก็ไม่ค่อยมีไรขายด้วยดิ  น้ำก็ท่วมแถวในเมือง
ดีนะที่บ้านไม่ท่วม  โชคดีปาย
 
 
ไม่มีไรทำ ก็ได้แต่ ดูทีวี เล่นเน็ต self-ca อ่า อิอิ
 
 
 
 
วันนี้แบบว่า อารมณ์ดีอ่า  มีความสุข
ทำไมนะหรอ  55555+
ก็ได้คุยกับใครบางคนไง อิอิ
อยากคุยกานทุกวันจัง  ได้ป่าวอ่า เหอๆๆ
 
 
พูดถึง  วันนี้ก็อารมณ์ดีทั้งวันอ่า 
ยังไม่อารมณ์เสียสักนิดเรย  ยังไม่ได้วีน ว่างั้นก็ได้
Wink
 
 
ปิด 12 วัน  นานเนอะ
ทำไรดี  นอกจากทำการบ้านนับล้านชิ้น (เว่อร์ไปๆ)
เล่นเน็ต ออนเอ็ม เบื่อๆๆ อ่า จำเจ 
น่าจะมีไรมากกว่าเน้  คิดๆๆๆ ๆๆ
ยังคิดไม่ออกเลยอ่า
 
 
อยากไปเที่ยวอ่า  แต่คงได้ไปอยู่หรอก
เพื่อนๆ ก็ต้องอ่านหนังสือกาน
พ่อกัแม่ ก็ทำงานๆๆ  แล้วจาไปกะใคร
 
 
 
 
12月8日

ยิ่งสูงยิ่งหนาว

 
 
อ๊ากกกกกกก
แล้วฝันในคืนนั้นก็เปนจริง ..........
 
 
ไม่อยากคิดเลย
ถ้าไม่เปนจิงตามที่ฝันไป แล้วก็คิดไว้
มันจาเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้างงง
 
 
ประกาศ  คณะแพทยศาสตร์
ผู้ผ่านการคัดเลือก โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อ 3 จว.ชายแดนภาคใต้
" 4 .........................." (เปนชื่อเค้าน่ะ แต่ขี้เกียจจาพิมพ์)
อ๊ากกกก ดีใจอีกรอบ เหอๆๆๆ
 
 
ก็ดีใจน๊า
แต่...อยากให้เพื่อนๆ อีกหลายคนติดด้วยอ่า
แบบว่า  ไม่รุ้ดิ
รู้สึกว่ามันเหงาๆ ไงไม่รุ้ 
 
 
ถ้าแพทย์เปนอะไรที่ 'สูง' สำหรับหลายๆ คน
ที่พยายามจะไขว่คว้ามา 
มันก็ดูเหมือนว่า  ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ไงไม่รุ้
เปนนักศึกษาแพทย์ 
แต่ไม่มีเพื่อนแบบพวกเมิงเรียนด้วย
จาเปนไงมั่งเนี่ย
ก็คงไม่หนุกเท่ามีพวกเมิงมั้ง 
จามีใครมาบ้าอย่างอื่น  ยกเว้นหนังสือ  กะกุมั่งวะ
 
 
กุอยากเรียนที่เดวกะพวกเมิงรู้มั้ย
แต่....เพราะความฝันของเมิง
และความฝันของกุ ไม่เหมือนกัน
เราก็เลยต้องต่างคนต่างเดินไปในทางของตัวเอง
ซึ่ง...เลือกไว้
 
 
 
 
ดีใจ  แต่ก็แอบเศร้าสุดริดเหมือนกาน
 
 
ช่างมาน
 
ปล่อยให้อะไรๆ เปนไปตามที่มันควรจาเปนละกาน
 
 
 
เรื่องเลี้ยง
บอกตามตรงว่า ยังไม่คิด
หรือ อาจจะไม่มี  เหอๆ
 
 
พ่อกะแม่ ก็ไม่เหนบอกจาเลี้ยงไรเลย
พ่อบอก "รุ้แล้วว่าจาติด  ก็เลยเฉยๆ ไม่ตื่นเต้น"
งืม ก็ดีใจนะ ที่แบบว่า  พ่อเชื่อมั่นในตัวลูก
แต่ช่วยแบบว่า ทำเปนตื่นเต้นหน่อยได้ป่ะ
แต่แม่ก็ดีใจอ่า เหอๆๆ
 
 
 
>>เข้ามา edit 
 
พี่อั๋น บอกว่า เค้าเปน MED36 อ่า   
"ดีใจด้วยนะวี  เด๋วเจอกาน med36 พี่ med34 คนนี้จารอรับน้อง 555 "
เหอๆๆๆๆๆ เม้น (ใน hi5) อันนี้ดูเปนลางร้ายไงไม่รุ้  เหอๆๆ 
 
 
 
 cheer  <<<< display name อันเน้  มานแบบว่า  เหอ ๆ  ได้ใจอ่า   กุก็ขี้เกียจจาตั้งเหมือนกาน
 
 
 
EDIT2*
อ๊ากกกกกกกก  เขิลอ่ะ
ทำไงๆๆๆ  เขิลเจงๆ นะ แบบว่า ทำไรไม่ถูกอ่ะ  555555+
ไปละ  แบบว่า มีไรต้องทำ  แต่แอบมาอีดิทอ่ะ
 
 
12月6日

บทวิจารณ์ รักแห่งสยาม The love of siam

 

" ====รักแห่งสยาม..จากมุมมองของผู้หญิงที่เป็น "แม่" === "

 
ในมุมมองของเรา (คนเขียน ใน pantip)
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนของปัญหาสังคมไทยที่สมควรปรบมือให้
และผู้ใหญ่ในสังคมควรไปดู เราไม่ได้ focus ไปที่กระบวนการ production
รวมถึงนักแสดง (แม้จะยังแอบอินกับ "มิว" อยู่มาก)
นี่คือปัญหาของสังคมไทยที่หลายคนรับรู้แต่พยายามปฏิเสธมัน ไม่ว่าจะเป็น ....

1. ครอบครัวในสังคมไทยเป็นครอบครัวที่พ่อแม่/คนในครอบครัว
ยึดติดกับอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็น สิ่งที่สูญเสียไป /
กรอบอย่างที่พ่อแม่ต้องการ จนทำให้เกิดความคาดหวัง
และส่งผลให้ลูกอึดอัดกับกรอบที่ถูกกำหนดไว้

2. การปฏิเสธที่แสดงความรักต่อกัน จนถึงวันเสียคนที่รักไปแล้ว
จึงย้อนระลึกถึง (ทั้งในฉากที่สุนีย์บอกจูนว่า
"ตอนที่แตงอยู่ก็ไม่เคยจัดปาร์ตี้ให้เหมือนกัน"
หรือฉากที่สุนีย์พูดเรื่องรูปที่แตงถ่ายว่า "นี่อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อย
แต่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เขาทำให้เรามีความสุข"

3. ภาวะก้าวข้ามผ่านวัยของวัยรุ่นไทย (comeing of age)
เราเชื่อว่าในสังคม มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อย ที่มีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น
เราไม่ใช้คำว่า "เบื่ยงเบน" เพราะเราไม่เคยคิดว่า การรักเพศเดียวกัน
เป็นเรื่องของความเบี่ยงเบนหรือความผิดปกติ แต่เป็นเรื่องของรสนิยม
และเอกลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างไปจากเพศจริงของตนเอง เนื่องจากสังคมและธรรมชาติกำหนด
ชายต้องรักหญิง หญิงต้องรักชาย ดังนั้น การรักเพศเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่ "วิปริต"

แต่เรากลับไม่คิดเช่นนั้น (พร้อมรับคำด่า กับความเห็นนี้)

มีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถก้าวข้ามวัยนี้ไปอย่างปกติได้
เพราะความคาดหวังจากครอบครัว และข้อกำหนดของสังคม

สุนีย์กล่าวกับมิวว่า "รู้ใช่ไหม ว่าครอบครัวน้าผ่านอะไรมาบ้าง
ต่อไปโต้งต้องเรียนจบ มีงานการทำ ถ้ามิวรักโต้ง มิวต้องปล่อยโต้งไป"

สุนีย์พยายามใช้ "ความรัก" ในการหว่านล้อมให้มิวยุติความสัมพันธ์แบบคนรัก
ในขณะที่ตัวสุนีย์เอง กลับไม่ได้เข้าใจถึงความรักที่คนเป็นแม่พึงจะมี
สุนีย์รักตนเองและคาดหวังจะให้โต้งเป็นในแบบที่ตนต้องการ
เพื่อจะเยียวยาความเจ็บปวดครอบครัว โดยที่ตนเองก็ไม่รู้ว่า
ลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่จะเจ็บปวดเพียงใด

แต่อย่างน้อย เราก็ยังอุ่นใจที่แม้ว่าสุนีย์จะเจ็บปวด
จากการเลือกตุ๊กตาผู้ชายของโต้ง
แต่ก็ดูเหมือนว่าสุนีย์จะเข้าใจในสิ่งที่ลูกเลือกที่จะเป็น
เพราะอย่างน้อย ในที่สุดเธอก็มีรอยยิ้มอย่างอบอุ่น
แม้จะมีน้ำตาเปื้อนใบหน้าอยู่ก็ตาม

4. วัยรุ่นในสังคมไทย "เหงา" กันมากขึ้น
ทุกคนในเรื่องอยู่กับความเหงา มิว เหงาที่ขาดพ่อแม่และคนรัก
ต้องใช้ชีวิตลำพัง โต้ง เหงากับความไม่เข้าใจของแม่
การที่พ่อไม่สามารถเป็น role model ที่ดีได้
โดนัท แม้จะสวยและรวย แต่เหงากับการแสวงหาคนมาข้างกาย
นต้องพยายามเรียกร้องความรัก
หญิง เหงากับการพยายามไขว่คว้าหาความรักจากคนที่ตนเองพึงใจ

หลายฉากในเรื่องมากที่พยายามสะท้อนว่า วัยรุ่นไทยในปัจจุบันใช้ความเหงาอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นการไปดื่มเหล้า สังสรรค์กับเพื่อน การไปเดินเล่นกับเพื่อนตามห้างสรรพสินค้า
การซื้อของมาปรบเปรอตัวเองให้หายเหงา (ทุกคนมีมือถือ และดูเหมือนว่าจะราคาแพง)
ทั้งที่วัตถุเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเยียวยาจิตใจได้เลยแม้แต่น้อย

หลายคนว่า มิว น่าสงสาร แต่เรากลับมองว่า มิวเป็นตัวละครที่เข้มแข็งมาก
แม้ในฉากสุดท้ายที่มิวร้องไห้กับจมูกตุ๊กตาที่ได้รับ
เรามองว่า มันสะท้อนถึงความปิติ ความสุขที่ได้รับความรักจากคนที่ตนเองเฝ้ารอ
และมิวน่าได้รับคำตอบแล้วว่า
นับจากนี้ไป ตนเองจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร
กับประโยคที่ว่า "ขอบคุณนะ" มันคงสะท้อนอะไรได้มากกว่าคำพูดของวัยรุ่นอกหัก

มิวเป็นตัวละครที่มีทางออกกับความเหงาได้ดีที่สุด
ในความรู้สึกของเรา ถ้าไม่นับ "หญิง" ที่ยอดเยี่ยมมากในการจัดการกับอารมณ์ตนเอง
หญิงเป็นตัวอย่างของคนที่มีวุฒิภาวะและมีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) สูงมาก
หญิงเข้าใจโลก เข้าใจคนที่ตนรัก และสามารถทำเพื่อคนที่ตนรักได้อย่างมีสติ
แม้ว่าในตอนท้ายจะมีน้ำตา แต่เรากลับมองว่า
เป็นน้ำตาของ"ผู้ชนะ" ที่ชนะใจตนเอง และชนะใจคนที่ตนรัก(ในความดี)

กลับมาที่มิว

มิวได้รับการปลูกฝังที่ดีจากอาม่า ซึ่งเรารู้สึกว่า
มีความเข้าใจและเป็นมิตรมากกว่าครอบครัวของสุนีย์มากมายนัก จ
ากการพูดกับหลานว่า "เพื่อน" อาม่าพยายามสอนให้ใช้ดนตรีเป็นสื่อบอกคนอื่น
จนทำให้มิวมีสิ่งหล่อเลี้ยงจิตใจ มิวมีดนตรีเป็นเพื่อน
และเราเชื่อว่า มิวน่าจะใช้ดนตรีเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจตนเองได้
พร้อม ๆ กับการมีเพื่อนที่ดีและเข้าอกเข้าใจ

กับประโยคลาโต้งที่ว่า "เราไปก่อนนะ เพื่อนรออยู่"

ก็สะท้อนให้เห็นว่า มิวพร้อมจะกลับไปเริ่มก้าวใหม่
ในชีวิตกับเพื่อนที่พร้อมจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน

ตัวละคนที่น่าห่วงมากกว่า คือ โต้งกับโดนัท
โต้ง ยังต้องกำหนดกรอบตัวเองอยู่ในความคาดหวังของแม่
ต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อ ในขณะที่จิตใจลึกๆ
ก็ยังไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร จากหลายประโยคที่โต้งชอบพูดว่า
"เราไม่รู้" "ไม่รู้ดิ" "ไม่รู้เหมือนกัน" จนน่าเป็นห่วงว่า
เมื่อโตขึ้น โต้งจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไปในสังคม
โต้งคงเป็นผู้ชายอีกคนหนึ่งที่แต่งงานมีครอบครัว
แต่ขณะเดียวกันก็ไปมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
และโต้งจะหาความจริงใจจากความรักไม่ได้

ในขณะที่โดนัท ซึ่งหลงกับรูป และการรายล้อมจากเพศตรงข้าม
โดนัทจะผ่านวัยรุ่นไปได้อย่างไรโดยที่ไม่เสียคนหรือเสียตัวก่อนวัยอันควร

และสุดท้าย หนังเรื่องนี้ ทำให้เราคิดถึงลูกขึ้นมาจับใจ

เราเองก็เป็นแม่คนหนึ่งที่พยายามคาดหวังกับลูก
อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยความหวังดี
และพยายามหาคำอธิบายว่า "เพราะฉันเป็นแม่ ฉันหวังดีกับลูก
ฉันเหนื่อยทุกวันนี้ก็เพราะลูก"

และหลายครั้งที่เรามัวแต่คิดถึงความทุกข์ของตนเอง
สงสารตัวเองกับความทุกข์ซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว
เอาความทุกข์ของตัวเองมาจับเจ่ากับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนังเรื่องนี้ ทำให้เราได้คำตอบว่า
เราจะจัดการยังไงต่อไปกับครอบครัว มันทำให้เราหันกลับมามองครอบครัว
อย่างเข้าใจมากขึ้น คนที่เราเคยโกรธและเกลียดจนไม่อยากมองหน้า วั
นนี้เราเข้าใจเขามากขึ้น ว่าเขาเองก็คงทุกข์ไม่น้อย
กับการไม่ประสบความสำเร็จในการก้าวข้ามวัยมาได้

มันทำให้เราหันไปมองลูกอย่างเข้าใจมากขึ้น ว่า
วันข้างหน้า เราจะปล่อยให้ลูกเป็นอย่างที่เขาอยากเป็น
แม้ว่าเราอาจยอมรับมันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม
เราเชื่อว่า ความรัก และความเข้าใจในครอบครัว
จะทำให้ทุกชีวิตสามารถก้าวผ่านความทุกข์ไปได้
และเข้มแข็งขึ้นทุกครั้งที่ได้รับบทเรียนใหม่ ๆ
 
ขอบคุณ รักแห่งสยาม

"ขอบคุณนะ"



จากคุณ : แค่คนหนึ่งคน  Pantip

--------------------------------------------------------------------------------------------
 
ซึมลึก ชีวิตเหงาของมิวในรักแห่งสยาม(spoil)
 
 
".....ผมรู้กระทู้รักแห่งสยามเยอะแล้ว
และผมก็รู้หลายคนเอือมที่จะฟังประเด็นชายรักชาย
แต่...ตั้งแต่ผมดูหนังเรื่องนี้กลับมาเมื่อวาน ผมยังสลัดเรื่องราวของตัวละครออกไปไม่ได้

โดยเฉพาะชีวิตมิว ที่ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจมิว เข้าใจชีวิตอย่างมิว
รู้สึกได้ถึงความเหงา... ความเหงาของมิวจบแล้วเมื่อละครปิดฉาก
แต่ความเหงาของผมยังดำเนินต่อไป

ผมเห็นกระทู้อื่นๆมีคำถามในประเด็นหนังเรื่องนี้
หลายคำถามเกี่ยวพันกับความรู้สึก ว่าตัวละครคิดอย่างไร
เรื่องราวภายใน ความรู้สึกเป็นแบบไหนกันแน่

ที่เกี่ยวกับมิว ก็เป็นฉากเอ็กซ์ปฐมพยาบาลแล้วมิวเกิดเคืองไปตลอดเรื่อง
ฉากบรรยายถึงความเหงาที่มันเลวร้ายแค่ไหน
ฉากที่มิวนั่งอยู่ในบ้านคนเดียวบนเตียงหลังจากสุนีมาหา
ฉากที่ก่อนไปโรงเรียนมิวไหว้รูปอาม่าแสดงถึงการไม่มีใคร
ฉากที่เอ็กซ์เข้ามาปรับความเข้าใจ
ฉากที่โต้งมาให้ของขวัญคริสมาสต์และกล่าวกับมิว
ฉากสุดท้ายที่มิวร้องไห้

ผมคิดว่าผมเข้าถึงมิว เพราะอาจจะมีความซ้อนทับกันอยู่
ก็ขอโอกาสท่านอื่นๆ ให้ผมได้เขียนระบายสิ่งเหล่านี้ อย่าเพิ่งรำคาญเลยนะครับ

เรื่องได้ให้ภูมิหลังการเติบโตขึ้นมาของมิวในวัยเด็ก
ซึ่งมีอาม่าคอยดูแล ตั้งแต่เปิดฉากเราก็รู้ว่ามิวโหยหาความรักจากผู้เป็นพ่อมากมายเพียงใด
เด็กคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจถึงโลกแห่งผู้ใหญ่ ไม่เข้าใจถึงความโชคร้ายที่ถูกทอดทิ้ง
ความไม่เข้าใจได้ถูกแปรออกมาเป็นความก้าวร้าวที่ซัดคำพูดอันแหลมคมใส่อาม่า
"อาม่าเห็นแก่ตัว"

อาม่าของมิวเป็นคนน่ารักมาก เป็นผู้ใหญ่ใจเย็น ผ่านโลกมามาก
เข้าใจสัจธรรมของชีวิต ซาบซึ้งถึงความสูญเสียคนรัก
และการที่ต้องอยู่รอดด้วยตัวคนเดียวพร้อมกับความเหงา
อาม่ามองเห็นว่าต่อไปมิวต้องเผชิญกับอะไรเพียงลำพัง
ก็ได้หล่อหลอมพื้นฐานตัวตนของมิวขึ้นมาเพื่ออนาคต
โดยมีดนตรีเข้ามาช่วยในการแสดงออกทางความรู้สึก

มิวมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่เติบโตขึ้นมากับอาม่าเพียงลำพัง
จากความเหงาที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ถูกทอดทิ้ง
และท่าทางเรียบร้อย เงียบๆ นุ่มนิ่ม เล่นเปียโนเก่ง
แม้แต่อยู่ที่โรงเรียนมิวก็ได้รับรู้ถึงความแปลกแยกที่เพื่อนเกเรรุมแกล้ง
ก็มีแต่โต้งเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่อยู่บ้านใกล้กัน คอยปกป้อง เป็นเพื่อนเล่น

ในวัยเด็กมิวมีสิ่งดีๆที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย มีความร่าเริง
คือ อาม่า โต้ง และดนตรี ทุกอย่างเริ่มเลวร้ายลงอีก
เหมือนว่าชีวิตมิวยังโชคร้ายไม่พอ ฟ้าต้องการทดสอบว่า
ชีวิตเด็กคนนึง สามารถทนกับความเหงาตามลำพังได้สักแต่ไหน
เมื่อบ้านโต้งเกิดปัญหาต้องย้ายออกไป มิวก็ไม่มีเพื่อนสนิทอีก
หลังจากนั้นไม่นาน มิวก็ได้สูญเสียอาม่าไปอีกคน
ชีวิตต่อมาของมิวด้วยวัยแค่ไม่กี่ขวบต้องอยู่บนโลกอันกว้างใหญ่ด้วยตัวคนเดียว

ช่วงเวลาที่ผ่านมา 5 ปี มิวอยู่บ้านคนเดียว ไปโรงเรียน กลับมาบ้าน
สิ่งที่เหลืออยู่ในชีวิตมิวตอนนี้ เหลือเพียงดนตรี
มิวรู้ซึ้งถึงคำว่าเหงาว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน กี่วันกี่คืนที่ต้องกลับมาจมกับความว้าเหว่ เดียวดาย
กี่ครั้งที่ต้องนอนร้องไห้ บนเตียงดนเดียว ท่ามกลางความเงียบในบ้าน  

มิวต้องทน ต้องอยู่กับความเหงา จนเข้าใจว่ามันเห้.. ขนาดไหน
ความเหงาเบื้องต้น อาจจะแค่เราไม่มีเพื่อน
แต่มิวซึ้งใจดีว่า มีความเหงาที่มากกว่านั้น หลังจากสูญเสียอาม่า
ความเจ็บปวดทรมาน ที่สูญเสียคนรักไป
การที่ต้องอยู่เพียงลำพังโดยปราศจากคนที่รักนั่นแหละคือความเหงาที่ร้ายกาจ
แล้วเราจะมีความรักไปทำไม ถ้าจะต้องเจ็บปวด

ตลอดเวลามิวจึงมีแต่ดนตรีเป็นเพื่อนแท้
เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นด้วยความสามารถทางดนตรี มิวจึงเข้ากลุ่มเพื่อนๆที่โรงเรียนได้
แต่มิวก็ไม่ไว้ใจใคร ไม่เปิดให้ใครเข้ามาในชีวิตจริงๆ
ไม่แปลกใจที่เอ็กซ์เป็นเพื่อนในวงดนตรี แกล้งแซวว่าโดนสอดลิ้นตอนเรียนผายปอด
มิวจะโกธรและเคืองมากแค่ไหน
คิดถึงสภาพตอนที่โรงเรียน มิวก็ดูเป็นผู้ชายที่เรียบร้อย
ก็คงมีคนซุบซิบว่าเป็นเกย์ เป็นตุ๊ดอยู่แล้ว ก็คงโดนล้ออยู่บ้าง
เอ็กซ์ก็อยากจะแกล้งเพื่อนด้วยความคะนอง แบบขำๆ
มิวที่มีปมอยู่แล้ว โดนเพื่อนทั้งชั้นหัวเราะเยาะกลางหน้าห้อง
มิวก็เหมือนโดนหักหลัง กลายเป็นตัวตลก ทั้งๆที่คิดว่าจะสามารถวางใจเพื่อนกลุ่มนี้ได้

ชีวิตวัยรุ่นที่ต้องอยู่กับความเหงา ว้าเหว่ภายในใจมาตลอด
จู่ๆ โต้งเพื่อนสนิทในวัยเด็ก ที่เป็นเหมือนหนึ่งองค์ประกอบของโลกของมิวก็กลับมา
กลับมาพร้อมกับความรักที่เกิดขึ้นโลกที่เคยมัวๆซัวๆ ก็กลับสดใสขึ้นมา

ลองคิดดูสิครับ มิวจะดีใจ รู้สึกอิ่มเอมแค่ไหน ที่ได้เจอโต้ง
และโต้งก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของมิว โต้งเองก็รักมิวมากเช่นเดียวกัน
ทั้งสองคนตอบสนองความรักซึ่งกันและกัน
ความรักที่เพิ่งเริ่มต้น กำลังเบิกบาน มิวก็ได้รับความอบอุ่นที่โหยหา(จากพ่อ)
ได้สิ่งเติมเต็มเพื่อนในวัยเด็ก เพื่อนแท้กลับมา
ได้รับความรักจากคนที่รัก ที่เคยสูญเสียไป(จากอาม่า)
งานดนตรีที่เป็นเหมือนทุกอย่าง เป็นความฝันก็กำลังไปด้วยดี
ชีวิตมิวช่วงนี้เต็มไปด้วยความเบิกบานร่าเริง เหมือนดอกไม้กำลังบานเต็มท้องทุ่ง

มิวไม่สามารถแต่งเพลงรักได้ แม้จะเคยได้รับความรักจากอาม่า
นั่นก็ผ่านมานานแล้วสมัยเด็ก ซึ่งยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกภายในตัวเองมากนัก
จากนั้นมา มิวก็อยู่คนเดียวมาตลอด จะให้นึกถึงความรักจากไหน
ไม่มีทั้งพ่อแม่ ทั้งเพื่อน ทั้งแฟน ก็ไม่ได้มีความรักลึกซึ้ง
แต่เมื่อตอนนี้มีโต้ง มิวก็ได้รู้จักความรัก ความรักเปิดโลกของมิวให้มีสีสัน
ความรักทำให้มิวมีความสุข มีความหมายที่จะอยู่บนโลกต่อไป
มิวจึงสามารถแต่งเพลงรัก และถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง  
เป็นเพลงรักเพื่อเขียนขึ้นมาให้คนที่รัก คนที่เหมือนนำแสงสว่างเข้ามาในชีวิตที่มืดบอด
มิวเขียนเพลงนี้เพื่อโต้งคนเดียวจริงๆ

ทว่า ชีวิตมันบีบคั้นเหลือเกิน ทำไมเด็กวัยรุ่นตัวคนเดียว
สิ่งที่เค้าได้รับยังไม่ปวดร้าวพออีกเหรอ ยังไม่สาแก่ใจอีกเหรอ
ทำไม ต้องให้เค้าได้รับความทุกข์ทรมานจากความเหงา และการสูญเสียซ้ำๆ

ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี กำลังสวยงามเปรียบเหมือนดอกไม้กำลังเบ่งบาน
ทุกอย่างกลับตลาปัตร หกล้มตีลังกา จู่ๆ
แม่ของโต้งก็เข้ามาคุยกับมิวในวันถัดมาจากวันที่ความรักกำลังไปด้วยดีที่สุด
แม่บอกมิวเพื่อเห็นแก่โต้งเอง อยากให้มิวเลิกคบกัน
ชีวิตมิวตอนนี้ ก็เปรียบเหมือนดอกไม้ที่โดนเด็ดทิ้งเอาดื้อๆ
อย่าว่าแต่รอให้ความรักสุกงอมเลย ความรักครั้งแรกในชีวิตของมิวราวกับเป็นดอกไม้ที่ไม่มีโอกาสออกผล

มิวได้แต่ช็อคเกินกว่าที่จะร้องไห้ออกมา
ได้แต่นั่งนิ่ง ในห้องเงียบๆ ประตูบ้านก็ปิดสนิทนิ่ง...ราวกับปิดตาย
ในหัวยังคงวนเวียนด้วยคำถามสารพัด กับความโชคร้ายซ้ำๆของตัวเอง
ทั้งเข้าใจเหตุผลดีของแม่โต้ง ความเป็นจริงที่โหดร้ายบนโลก
ความลังเล ความเหงาที่ราวกลับมาไม่สามารทนมันได้อีกต่อไป

มิวเข้มแข็งมาก อาจจะเพราะมีภูมิคุ้มกันที่อยู่ด้วยตัวคนเดียวมาตลอด
แต่ก็ทำให้มิวไม่สามารถร้องเพลงได้พักหนึ่ง ครั้นจะกลับมาวงอีกครั้ง
ด้วยความที่มีปัญหากับเอ็กซ์อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่สามารถสื่อสารปรับความเข้าใจถึงปัญหาชีวิตตัวเองในช่วงนี้
โลกทั้งโลกกลับมามีเพียงมิวกับเปียโนอีกครั้ง

ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นสั้นนิดเดียว
แต่คืนวันแห่งความเหงา ความเจ็บปวดมันช่างยาวนาน
เหมือนกับที่ถ่ายทอดออกมา ในเพลงคืนอันเป็นนิรันด์

ไม่รู้ว่าการได้รู้จักกับความรักช่วงสั้น แล้วต้องจมอยู่กับความเจ็บปวด
ทรมานกับความเหงาที่ยาวนานหลังจากสูญเสีย
มันคุ้มแล้วเหรอที่ได้รู้จักความรัก มันเป็นโชคดีแน่หรือ?

เมื่อมิวได้ยินเสียงดนตรีจากบ้านหญิงแล้วลองกลับไปเล่นเปียโนที่บ้าน
ด้วยดนตรีก็ชักนำให้มิวได้รับคำตอบของชีวิตของตนในช่วงนี้
ว่า"ตราบใดที่มีรัก...ย่อมมีหวัง"

ขณะที่มิวเริ่มคิดอะไรได้ เหมือนแสงไฟหรี่ๆ ที่ปากถ้ำ
เอ็กซ์ก็ได้เข้ามาปรับความเข้าใจพอดี
มิวก็ได้ทบทวนความรู้สึกตัว ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา
เค้ายังมีดนตรี ยังมีเพื่อนๆที่มีความฝันเดียวกัน
เพื่อนที่ไล่ตามความฝันด้วยกันมา

มิวที่เคยได้รู้จักกับความรัก โลกก็ไม่ได้เลวร้ายมากนัก
ก็ได้เริ่มเปิดใจ เข้าใจ ยอมรับกับสิ่งที่เอ็กซ์บอก
ว่ามิวปิดตัวเองมากเกินไปรึปาว "ทำไมชอบคิดว่าไม่มีใคร"
อย่างน้อยตอนนี้มิวยังมีวง มีเพื่อน มีดนตรี มีความฝัน
เริ่มสร้างความหมายใหม่ให้กับชีวิต

เมื่อกลับมาร้องเพลงได้อีกครั้ง ก็ยังไม่ถือว่าสายเกินไป
และคุ้มค่าแก่การเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปในชีวิตครั้งหน้า
มิวก็ได้ไปร้องเพลงเปิดตัววงที่สยาม เพลงรักที่แต่งให้คนที่รัก

เรื่องก็เหมือนจะลงตัว ที่โต้งค้นพบตัวเองสามารถยอมรับตัวเองได้
แม่ก็เข้าใจและเปิดโอกาสให้โต้งได้เลือกทางของตัวเอง
และโต้งก็มั่นใจแล้วว่าใครเป็นคนที่เค้ารักจริงๆ
หลังจากมิวร้องเพลงเปิดตัวจบ โต้งก็เข้าไปเอาของขวัญชิ้นสำคัญมอบให้

เมื่อมิวและโต้งมาเจอหน้ากันอีกครั้ง
หลังจากที่ทั้งสองได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญในชีวิต
ความคลุมเคลือทั้งหมดในช่วงนี้ก็น่าจะคลี่คลาย

มิวบอกว่าได้ยินไหมเพลงที่แต่งให้ เพราะไหม
โต้งกลับบอกว่า โต้งคงเป็นแฟนกับมิวไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าโต้งไม่รักมิว

หนังก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไป ที่มิวยังมีเพื่อนในวงรออยู่
และโต้งก็กลับไปมาแม่ในคืนวันคริสมาสต์
แต่หลังจากนั้นมิวก็ต้องกลับมาอยู่ห้องคนเดียว
มองดูของขวัญชิ้นพิเศษที่โต้งมอบให้
เป็นสิ่งพิเศษที่นำความหมายของชีวิตมิวเข้ามา เป็นหลายสิ่งหลายอย่าง
เป็นสิ่งที่ขาดหายไป เป็นสิ่งที่เติมเต็ม เป็นคนที่เรารักจากหัวใจ

มิวอยู่ในห้องคนเดียว กับความเงียบ ในบ้านที่ประตูเหล็กปิดสนิท
แล้วมิวก็อดกลั้นน้ำตาไม่อยู่อีกต่อไป สิ่งต่างๆได้พรั่งพรูออกมาจากเบ้าตา

ถามว่าตอนมิวร้องไห้ รู้สึกอย่างไร คิดอะไร
ลองมองดูชีวิตมิวทั้งหมด จนมาถึงตอนนี้...
และมองออกไปถนนอีกยาวไกลที่มิวต้องก้าวไปให้ได้ ด้วยตัวคนเดียว...

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราทำผิดพลาดไปเพราะความรัก
แต่ก็เป็นการแสดงความรักออกมา ดีกว่าเราไม่ได้ทำอะไรเพื่อความรักเลย

ตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
แล้วพวกเรายังจะหวังกับความรักอยู่ไหม... เป็นคำถามที่เราต้องตอบเอง

ความเหงาของมิวจบแล้วในภาพยนต์ แต่ความเหงาของผมยังดำเนินต่อไป... "
 
 
--------------------------------------------------
 
อันนี้สุดยอดมาก  ต้องอ่าน
 
 
มาพูดถึงการใช้สีในหนังรักแห่งสยามกันเถอะ
 
 
ในหนังผมก็สังเกตว่ามีการใช้สีต่างๆ บางอันก็สังเกตเห็นพอแปลได้
หลายอันก็เห็นยังแปลไม่ได้ และคงมีอีกที่ยังไม่ได้เห็น

โทนหลักๆ ก็มีสีฟ้า สีเขียว สีชมพู สีดำ ที่พิเศษคงเป็นสีม่วง อิอิ

สีฟ้า ก็จะเป็นของโต้ง และบ้านโต้ง โลกของโต้ง เพื่อนโต้ง
สีเขียว ก็จะเป็นของมิว และบ้านมิว โลกของมิว เพื่อนมิว
สีชมพู เป็นของหญิง ห้องนอนหญิง โลกของหญิง

เราก็จะสังเกตเห็นตัวละครสามคนมักจะแต่งชุดตามสีข้างต้น
และก็มีความหมายซ่อนอยู่ในบางฉาก ที่ผมพอจะจำได้ดังนี้

1.สมัยเด็กๆ โต้งเป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของมิว เป็นส่วนหนึ่งของโลกของมิวจริงๆ
ชัดเจนมากในฉากหลังวันงานแสดงเทศกาลคริสมาสต์
แล้วโต้งมาค้างห้องมิวสมัยเด็กๆ หมอนใบหนึ่งสีเขียวเป็นของมิว
หมอนอีกใบหนึ่งเป็นสีฟ้าซึ่งเป็นของโต้ง อยู่ฝั่งด้านโต๊ะเขียนหนังสือที่ปูผ้าสีฟ้า
ห้องครึ่งหนึ่งก็มีโต้งแชร์ ห้องนอนก็เหมือนโลกของมิว ที่มีโต้งอยู่ด้วย
ต่อมา เมื่อโตขึ้น เตียงนอนก็มีหมอนสองใบเช่นเดิม แต่เป็นสีเขียวทั้งสองใบ
โซนที่เป็นสีฟ้าก็ไม่มีแล้ว นั่นหมายความว่า หลังจากโต้งจากไป
ก็เหมือนมิวได้สูญเสียโลกอีกครึ่งหนึ่งไปแล้ว

2.ถ้าที่เกียวกับโต้งอีกอัน คือโปสเตอร์สีฟ้าที่ติดหน้าห้อง
ห้องนอนคงจะคล้ายๆโลกของโต้ง และโลกของมิวในห้องแต่ละคนก็จะมีส่วนประกอบต่างๆ
ที่ก่อขึ้นเป็นโลกของแต่ละคน เช่น ห้องของมิว มีดนตรี รางวัลทางดนตรี
ห้องของโต้งก็มีเกี่ยวกับศาสนา และอื่นๆ ลองสังเกตดู
ในตอนต้นของเรื่องก็มีหน้าปกของเรื่องเจ้าชายน้อย ที่พูดถึงโลกของแต่ละคน
โปสเตอร์สีฟ้า ของโต้ง เป็นรูปทางแยกออกเป็นสองทาง
สะท้อนถึงทางที่ต้องเลือก ความสับสนการค้นหา

แต่ที่ผมไม่ทราบคือดปสเตอร์สีเขียวที่ติดที่หัวนอนโต้งเป็นรูปพระเยซูสีเขียว
มีข้อความI believe มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ เพราะห้องโต้งจะโทนฟ้าหมด เกี่ยวอะไรกับมิวรึป่าว

3.ฉากในห้องนอนหญิงจะเป็นสีชมพู แม้แต่ชุดที่มิวใส่ในรูป
แต่จะมีหมอนใบหนึ่ง ที่เป็นสีเขียวลายดอกไม้มักจะวางคู่กับหมอนสีชมพูลายดอกไม้
แต่หลังจากที่รู้เรื่องโต้งกับมิวแล้วหมอนก็หายไป อาจจะผ้าห่มทับหรือเอาออกเลย
ในห้องนอนหญิงจะมีรูปตุ๊กตาน่ารัก แบบแม่มด และก็มีตุ๊กตาซานต้าที่แทนตัวมิว
และในฉากก็อาจจะมีสีเขียวซ่อนอยู่บ้าง เป็นเสื้อที่ใส่แล้ว พรมผืนเล็กทำนองนั้น

4.ในห้องนอนแตงผ้าปูที่นอนจะเป็นสีเขียว ชุดตอนไปเที่ยวเชียงใหม่ในรูปก็เขียว
ไม่แน่ใจว่า ต้องการสื่อว่าโต้ง มีความรู้สึกแตงกับมิวซ้อนกันรึป่าว

5.ถ้าสังเกตอีก ฉากที่โต้งเจอกับมิวครั้งแรกที่สยาม หน้าร้านขายเพลงมีชื่อ
จะเห็นป้ายโปสเตอร์แผ่นหลาติดกับกำแพงว่า "ม่วงระยิบ ขยิบตา" หุหุ
บ่งบอกสมกับเป็นฉากเปิดตัว โต้งกับมิว ที่สยาม
เป็นโปสเตอร์สีม่วง มีรูปขยิบตา เบ้อเริ่มเลย

6.หลังจากสุนีย์สูญเสียแตง ย้ายบ้านก็จะโทนดำตลอด แสดงถึงความมืดในจิตใจ
ที่จมอยู่กับความกดดัน และความหดหู่ ความเศร้าที่จริงๆแล้วความเศร้าที่ต้องเสียลูกสาวยังคงอยู่
แต่ต้องเข้มแข็ง แม้ภายนอกพยายามจะแสร้งทำเป็นไม่มีแตง ไม่ได้นึกถึงแตงแล้ว
จะมีวันเดียว คือวันเลี้ยงต้อนรับจูน ที่ใส่สีฟ้า โทนประจำบ้านโต้ง
เป็นวันที่หมายถึง เหมือนกับมามีครอบครัวพร้อมหน้าอีกครั้ง

7.สีเสื้อของจูน หลังจากเข้ามาในบ้านโต้งก็เป็นสีฟ้า แสดงถึงความเป็นครอบครัวเดียวกัน
จูนรู้สึกว่าได้เข้ามาอยู่เป็นครอบครัวจริงๆ หลังจากออกจากบ้านโต้ง
ก็กลับมาใส่โทนดำอีก

 
 
credit  จาก pantip
ขอบอกว่ามันสุดยอดมากกกกก